เผยแพร่เมื่อ: 2025-05-21
อัปเดตเมื่อ: 2025-05-26
แม้เงินเฟ้อจะมาอย่างเงียบ ๆ แต่กลับค่อย ๆ บั่นทอนมูลค่าเงินของเราไปทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไป เงินจำนวนเท่าเดิมกลับซื้อของได้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่กาแฟแก้วเดิม นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราควรหาทางรับมือ และหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มเติบโตควบคู่หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ
ในช่วงที่ต้นทุนต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น บางบริษัทสามารถรับมือได้ดีกว่าบริษัทอื่น เพราะพวกเขามี "อำนาจในการตั้งราคา" —คือสามารถปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตามต้นทุน โดยไม่ทำให้ยอดขายลดลง ซึ่งมักเป็นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง หรือจำหน่ายสินค้าที่ผู้บริโภคขาดไม่ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน เช่น ยาสีฟัน น้ำยาทำความสะอาด และของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าราคาจะขึ้นแค่ไหน ผู้คนก็ยังต้องซื้ออยู่ดี บริษัทที่ทำธุรกิจในกลุ่มนี้ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ หรือผู้ผลิตสินค้าในครัวเรือน จึงมักสามารถรักษากำไรได้แม้เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ดี เพราะความต้องการยังคงที่อยู่เสมอ ไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ การลงทุนในบริษัทประเภทนี้จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะยาว
อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อมาอย่างช้านาน และ REIT เปิดโอกาสให้คุณลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องซื้ออาคารจริง ๆ ทรัสต์เหล่านี้คือบริษัทที่เป็นเจ้าของและบริหารจัดการทรัพย์สิน เช่น อพาร์ตเมนต์ สำนักงาน คลังสินค้า หรือศูนย์การค้า และมักจ่ายรายได้ส่วนใหญ่ในรูปแบบเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน

สิ่งที่ทำให้ REIT มีประโยชน์เป็นพิเศษในช่วงเงินเฟ้อ คือความสามารถในการปรับค่าเช่าให้สูงขึ้น เมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้น รายได้จากค่าเช่าก็เพิ่มขึ้นตาม ซึ่งรายได้นี้จะถูกส่งต่อมายังนักลงทุนในอัตราที่มักจะสอดคล้องกัน หรือสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ นอกจากนี้ REIT ยังสามารถซื้อขายได้ง่ายในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้มีความยืดหยุ่นมากกว่าการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยตรง
ราคาของวัตถุดิบพื้นฐาน เช่น น้ำมัน โลหะ หรือข้าวสาลี มักจะเพิ่มขึ้นเมื่อเกิดเงินเฟ้อ เพราะวัตถุดิบเหล่านี้คือรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจ เมื่อราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น ความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตก็เพิ่มขึ้นตาม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์จึงมักให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงเงินเฟ้อ
คุณสามารถลงทุนในกลุ่มนี้ได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อกองทุน ETF ที่เน้นสินค้าโภคภัณฑ์ หรือเลือกถือหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น บริษัทน้ำมัน เหมืองแร่ หรือเกษตรกรรมแม้การลงทุนเหล่านี้อาจมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังขยับตัวสูงขึ้น
แม้คำว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” อาจฟังดูธรรมดา แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะลงทุนในกลุ่มนี้ เพราะทางด่วน ระบบสาธารณูปโภค ระบบขนส่ง และโครงสร้างพลังงาน เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้คนยังใช้กันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
ข้อดีของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน คือหลายโครงการมีสัญญาที่อนุญาตให้ปรับขึ้นราคาหรือค่าบริการตามอัตราเงินเฟ้อ เช่น ผู้ให้บริการทางด่วนสามารถปรับค่าผ่านทางเพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อได้ ทำให้รายได้จากการลงทุนเหล่านี้โตตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และกลายเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อได้อย่างดี
กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มนี้ จึงถือเป็นทางเลือกลงทุนที่ค่อนข้างมั่นคงและช่วยสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอผ่านเงินปันผลอีกด้วย
สุดท้ายลองมองหาบริษัทที่มีประวัติการเพิ่มเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง บริษัทเหล่านี้มักบริหารจัดการได้ดี มีรายได้มั่นคง และใส่ใจในการคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้น การที่เงินปันผลเพิ่มขึ้นช่วยให้รายได้จากการลงทุนของคุณไม่ตกตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ควรเลือกบริษัทที่จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็นประจำหลายปี ไม่ใช่แค่มีเงินปันผลสูงแต่เพิ่มขึ้นแบบไม่ต่อเนื่อง เพราะช่วงเงินเฟ้อสูง รายได้ที่ไม่เพิ่มอาจตามไม่ทันค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้
กลุ่มที่มักมีหุ้นลักษณะนี้ ได้แก่ สาธารณูปโภค สุขภาพ และสินค้าบริโภคแม้อาจดูธรรมดา แต่ถือว่ามั่นคงและมีความแข็งแรง
ไม่ว่าคุณจะลงทุนระยะยาว หรือแค่ต้องการปกป้องพอร์ตจากเงินเฟ้อ หุ้น และสินทรัพย์จริงเป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและได้ผลดี เพราะนอกจากช่วยลดความเสี่ยง ยังเปิดโอกาสให้เงินเติบโตด้วย ถ้าเลือกลงทุนในบริษัทและกลุ่มธุรกิจที่เหมาะสม ก็สามารถสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งต่อเงินเฟ้อได้โดยไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ
คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น และไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นคำแนะนำทางการเงิน การลงทุน หรือคำแนะนำอื่นใดที่ควรอ้างอิง (และไม่ควรพิจารณาว่าเป็นคำแนะนำ) ความคิดเห็นใดๆ ในเอกสารนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำของ EBC หรือผู้เขียนว่ากลยุทธ์การลงทุน หลักทรัพย์ ธุรกรรม หรือการลงทุนใดๆ เหมาะสมกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
EBC Financial Group มีกลุ่มองค์กรเครือข่ายต่างๆ ได้แก่:
EBC Financial Group (SVG) LLC ได้รับอนุญาตจาก St.Vincent และ The
Grenadines Financial Services Authority (SVGFSA) หมายเลขจดทะเบียนบริษัท
353 LLC 2020 ,ที่อยู่สำนักงานที่จดทะเบียน Euro House, Richmond Hill
Road, Kingstown, VC0100, St. Vincent and the Grenadines.
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:
EBC FINANCIAL GROUP (UK) LTD ได้รับอนุญาตและควบคุมโดย Financial Conduct
Authority (FCA) หมายเลขควบคุม: 927552 ,เว็บไซต์:
www.ebcfin.co.uk
EBC FINANCIAL GROUP (CAYMAN) LTD ได้รับอนุญาตและควบคุมโดย Cayman Islands
Monetary Authority (CIMA) หมายเลขควบคุม: 2038223 ,เว็บไซต์:
www.ebcgroup.ky
EBC Financial (MU) Limited
ได้รับอนุญาตและควบคุมโดยคณะกรรมการบริการทางการเงินแห่งมอริเชียส
(Financial Services Commission, Mauritius) หมายเลขใบอนุญาต: GB24203273
โดยมีที่อยู่จดทะเบียนที่ชั้น 3, Standard Chartered Tower, Cybercity,
Ebene, 72201, สาธารณรัฐมอริเชียส
เว็บไซต์ของหน่วยงานที่ระบุมีการดูแลแยกต่างหาก
EBC Financial Group (Comoros) Limited ได้รับอนุญาตจาก The Autonomous
Island of Anjouan, Union of Comoros Offshore Finance Authority
หมายเลขใบอนุญาต: L 15637/EFGC โดยมีที่อยู่จดทะเบียนที่ Hamchako,
Mutsamudu, Autonomous Island of Anjouan, Union of Comoros
EBC Financial Group (Australia) Pty Ltd (ACN: 619 073 237)
ได้รับอนุญาตและควบคุมโดย Australian Securities and Investments
Commission (ASIC) หมายเลข: 500991 โดย EBC Financial Group (Australia)
Pty Ltd เป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ EBC Financial Group (SVG) LLC
ทั้งสององค์กรมีการบริหารจัดการแยกต่างหาก
ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่นำเสนอในเว็บไซต์นี้ไม่ได้ให้บริการโดยองค์กรในออสเตรเลียและไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากองค์กรในออสเตรเลียได้
EBC Group (Cyprus) Ltd
ให้บริการการชำระเงินแก่หน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมภายในองค์กรของ
EBC Financial Group โดยจดทะเบียนภายใต้กฎหมายบริษัทของสาธารณรัฐไซปรัส
หมายเลข: HE 449205 ,ที่อยู่สำนักงานที่จดทะเบียน 101 Gladstonos,
Agathangelou Business Centre, 3032 Limassol, Cyprus
ที่อยู่บริษัท: The Leadenhall Building, 122 Leadenhall Street, London, United Kingdom EC3V 4AB ,อีเมล: cs@ebc.com ,หมายเลขโทรศัพท์: +44 20 3376 9662
ข้อจำกัดภูมิภาค:
EBC ไม่ได้ให้บริการแก่ผู้ใช้งานที่อยู่ในเขตอำนาจศาลบางแห่ง ได้แก่
อัฟกานิสถาน, เบลารุส, เมียนมาร์, แคนาดา, สาธารณรัฐแอฟริกากลาง, คองโก,
คิวบา, สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก, เอริเทรีย, ไนจีเรีย, อิหร่าน, อิรัก,
เลบานอน, ลิเบีย, มาเลเซีย, มาลี, เกาหลีเหนือ (สาธารณรัฐประชาชนเกาหลี),
รัสเซีย, โซมาเลีย, ซูดาน, ซูดานใต้, ซีเรีย, ยูเครน
(รวมถึงภูมิภาคไครเมีย, โดเนตสก์, และลูฮันสค์), สหรัฐอเมริกา, เวเนซุเอลา,
และเยเมน
ภาษาสเปนที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ใช้ได้เฉพาะกับประเทศในละตินอเมริกา
และไม่สามารถใช้ได้กับสหภาพยุโรปและสเปน
ภาษาโปรตุเกสที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ใช้ได้เฉพาะในแอฟริกาเท่านั้น
ไม่สามารถใช้ได้กับสหภาพยุโรป โปรตุเกส และบราซิล
การเปิดเผยการปฏิบัติตามข้อกำหนด:เว็บไซต์บริษัทสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลกและไม่ได้เจาะจงไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง สิทธิ์และภาระผูกพันของคุณถูกกำหนดโดยองค์กรและเขตอำนาจศาลที่คุณเลือก กฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่นอาจห้ามหรือจำกัดไม่ให้คุณเข้าไปดาวน์โหลด แจกจ่าย เผยแพร่ แบ่งปัน หรือใช้เอกสาร ข้อมูลใด ๆ ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์นี้
คำเตือนความเสี่ยง:การซื้อขายสัญญาส่วนต่าง (CFD) เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน และมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการใช้เลเวอเรจ การซื้อขายด้วยมาร์จิ้นมีความเสี่ยงสูงและอาจไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ก่อนตัดสินใจทำการซื้อขายฟอเร็กซ์หรือ CFD คุณควรพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการซื้อขาย ระดับประสบการณ์ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณ อาจมีความเป็นไปได้ที่คุณอาจสูญเสียเงินทุนบางส่วนหรือทั้งหมด เราขอแนะนำให้คุณขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาอิสระและตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน กรุณาอ่านคำชี้แจงเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดก่อนทำการซื้อขาย